หน้าแรก › บทความ › Stop Loss และความเสี่ยง

แนวคิดการเทรด · ความเสี่ยง · อ่าน 10 นาที

Stop Loss คืออะไร หลักบริหารความเสี่ยงสำหรับมือใหม่

เผยแพร่ · โดย Gold Order Flow · บทความเพื่อการศึกษา

บทความนี้มีลิงก์พันธมิตร (affiliate) ของ Aslan Terminal เราอาจได้ค่าตอบแทนเมื่อคุณสมัครผ่านลิงก์ โดยคุณไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

Stop Loss คือเครื่องมือพื้นฐานที่สุดของการจำกัดความเสียหาย แต่มีสองเรื่องที่มือใหม่มักไม่รู้ คือ stop ไม่ได้รับประกันราคา และ “ระยะ stop” กับ “ขนาดสถานะ” ต้องคิดคู่กันเสมอ บทความนี้อธิบายกลไกตามนิยามของหน่วยงานกำกับ แล้วต่อด้วยวิธีคิดความเสี่ยงแบบเป็นตัวเลข

สรุปสั้น

  • ตามนิยามของ SEC คำสั่ง stop จะกลายเป็นคำสั่ง market เมื่อราคาถึง stop price
  • ราคาที่ได้จริงอาจต่างจาก stop price โดยเฉพาะตอนตลาดวิ่งเร็วหรือเปิดกระโดด (slippage)
  • ตั้งความเสี่ยงต่อครั้งเป็นจำนวนเงินก่อน แล้วค่อยคำนวณขนาดสถานะจากระยะ stop
  • ATR ช่วยกำหนดระยะ stop ให้สัมพันธ์กับความผันผวน แต่ไม่ได้บอกทิศทาง

Stop Loss คืออะไร

SEC ของสหรัฐ (Investor.gov) นิยามคำสั่ง stop หรือ stop-loss ว่าเป็นคำสั่งซื้อหรือขายเมื่อราคาไปถึงราคาที่กำหนด เรียกว่า stop price และเมื่อถึง stop price คำสั่ง stop จะกลายเป็นคำสั่ง market[1]

  1. วางคำสั่งตั้ง stop price ไว้ใต้ราคาปัจจุบัน (กรณีถือสถานะซื้อ)
  2. ราคาแตะ stop priceคำสั่งถูกกระตุ้น (trigger)
  3. กลายเป็นคำสั่ง Marketจับคู่กับราคาที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น
  4. ราคาที่ได้จริงอาจต่างจาก stop price เมื่อราคาวิ่งเร็วหรือเปิดกระโดด (slippage)
อ้างอิงนิยามของ SEC (Investor.gov): เมื่อถึง stop price คำสั่ง stop จะกลายเป็นคำสั่ง market และราคาที่ได้อาจต่างจาก stop price โดยเฉพาะตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว

ทำไม stop ไม่ได้รับประกันราคา

Investor.gov ระบุข้อเสียของคำสั่ง stop ไว้ 2 ข้อ คือ อาจถูกกระตุ้นจากการแกว่งระยะสั้น และราคาที่ได้จริงอาจต่างจาก stop price โดยเฉพาะในตลาดที่ราคาเปลี่ยนเร็ว[2] ส่วนต่างระหว่างราคาที่คาดกับราคาที่ได้จริงเรียกว่า slippage[3]

คำสั่งได้รับการจับคู่แน่ไหมได้ราคาที่ตั้งไหม
Marketได้ (ถ้ามีคู่ซื้อขาย)ไม่รับประกัน ราคาซื้อขายล่าสุดไม่จำเป็นต้องเป็นราคาที่ได้[1]
Limitไม่แน่ จับคู่เฉพาะที่ราคากำหนดหรือดีกว่าได้ราคากำหนดหรือดีกว่า[1]
Stopเมื่อถูกกระตุ้นจะเป็น marketไม่รับประกัน อาจต่างจาก stop price[2]

ช่วงที่ควรระวังสำหรับทองคำคือเวลาประกาศข่าวเศรษฐกิจสหรัฐ และช่วงตลาดเปิดหลังวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งราคาอาจกระโดดข้าม stop ไป (ดูตลาดทองเปิดกี่โมง) ส่วนคำสั่ง Take Profit (TP) คือคำสั่ง limit ปิดสถานะเมื่อราคาไปถึงเป้าที่ตั้งไว้

ขนาดสถานะ: เริ่มจากเงินที่ยอมเสีย

ลำดับคิดที่ถูกคือ กำหนดจำนวนเงินที่ยอมเสียต่อครั้งก่อน แล้วค่อยคำนวณว่าถือได้กี่หน่วยเมื่อรู้ระยะ stop ไม่ใช่เลือกขนาดก่อนแล้วค่อยหาที่วาง stop

ตัวอย่างคำนวณ (ตัวเลขสมมติ)

เงินในบัญชี 10,000 ดอลลาร์ · ยอมเสียต่อครั้ง 1% = 100 ดอลลาร์
ระยะจากจุดเข้าถึง stop = 5 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สัญญา GC (100 ออนซ์): ราคาขยับ 5 ดอลลาร์ = 500 ดอลลาร์ต่อสัญญา → ใหญ่เกินกว่า 100 ดอลลาร์
สัญญา MGC (10 ออนซ์): ราคาขยับ 5 ดอลลาร์ = 50 ดอลลาร์ต่อสัญญา → ถือได้ 100 ÷ 50 = 2 สัญญา

ขนาดสัญญา GC 100 ทรอยออนซ์ และ MGC 10 ทรอยออนซ์ ตามข้อกำหนดของ CME[5] ตัวเลขบัญชี ระยะ stop และ 1% เป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่คำแนะนำ และยังไม่รวม slippage ค่าธรรมเนียม หรือส่วนต่างราคาซื้อขาย

วางระยะ stop ด้วย ATR

ATR (Average True Range) พัฒนาโดย J. Welles Wilder วัดความผันผวน โดยทั่วไปคำนวณจาก 14 ช่วง และ ATR ไม่ได้บอกทิศทางราคา บอกเพียงขนาดการแกว่ง[4] วิธีที่นิยมคือวาง stop ห่างจากราคาเป็นจำนวนเท่าของ ATR เพื่อไม่ให้ stop อยู่ใกล้จนโดนการแกว่งปกติ

Volume Wall บนกราฟทองคำ GC แสดงระดับที่มีคำสั่งรอหนาแน่น ใน Aslan Terminal
Volume Wall ของทองคำ GC จากหน้าเว็บ Aslan Terminal ใช้ดูระดับที่มีปริมาณซื้อขายหนาก่อนเลือกจุดวาง stop (ภาพประกอบการเรียนรู้)

stop แคบเกินไป

โดนการแกว่งปกติปิดสถานะบ่อย ทั้งที่ภาพรวมยังไม่เปลี่ยน

stop กว้างขึ้น

ต้องลดขนาดสถานะลงเพื่อให้ความเสียหายต่อครั้งเท่าเดิม

อีกแนวทางคือวาง stop ไว้อีกฝั่งของระดับที่มีความหมาย เช่น เลยโซนที่ Volume Profile แสดงว่าซื้อขายหนา แต่ต้องระวังว่าจุดที่ “ทุกคนเห็น” มักเป็นที่ที่ stop สะสม (ดูStop Hunt คืออะไร)

Risk/Reward อ่านอย่างไร

Risk/Reward คือการเทียบระยะถึง stop กับระยะถึงเป้า ถ้า stop ห่าง 5 ดอลลาร์และเป้าห่าง 10 ดอลลาร์ อัตราส่วนคือ 1:2 ตัวเลขนี้บอกเพียงขนาดของความเสียหายเทียบกับเป้าหมาย ไม่ได้บอกความน่าจะเป็นที่ราคาจะไปถึงเป้า อัตราส่วนที่ดูดีบนกระดาษจึงไม่มีความหมายถ้าเป้านั้นแทบไม่มีโอกาสเกิด

กฎที่เขียนไว้ก่อนเข้า

  1. เขียนจุด stop และขนาดสถานะก่อนกดคำสั่ง
  2. ไม่เลื่อน stop ให้ไกลขึ้นเมื่อราคาวิ่งสวน
  3. กำหนดความเสียหายรวมต่อวันหรือต่อสัปดาห์ที่จะหยุดพัก
  4. จดบันทึกทุกครั้งว่าทำตามกฎหรือไม่ เพื่อแยก “ผลจากตลาด” ออกจาก “ผลจากการไม่ทำตามแผน”

คำถามที่พบบ่อย

Stop Loss คืออะไร

Stop Loss คือคำสั่งที่จะซื้อหรือขายเมื่อราคาไปถึงราคาที่กำหนด (stop price) ใช้จำกัดความเสียหาย เมื่อถึง stop price คำสั่งจะกลายเป็นคำสั่ง market

ตั้ง Stop Loss แล้วจะขาดทุนไม่เกินที่ตั้งไว้ใช่ไหม

ไม่ใช่เสมอไป เพราะคำสั่ง stop กลายเป็น market เมื่อถูกกระตุ้น ราคาที่ได้จริงอาจแย่กว่า stop price ในตลาดที่วิ่งเร็วหรือเปิดกระโดด

Slippage คืออะไร

Slippage คือส่วนต่างระหว่างราคาที่คาดว่าจะได้กับราคาที่ซื้อขายได้จริง มักเกิดตอนราคาเปลี่ยนเร็ว เช่น ช่วงประกาศข่าว

ควรตั้ง Stop Loss ห่างเท่าไร

ไม่มีระยะตายตัว หลายคนใช้ ATR เพื่อให้ระยะสัมพันธ์กับความผันผวน หรือวางไว้อีกฝั่งของระดับราคาที่มีความหมาย แล้วปรับขนาดสถานะให้ความเสียหายต่อครั้งเท่าที่กำหนด

Take Profit คืออะไร

Take Profit (TP) คือคำสั่งปิดสถานะเมื่อราคาไปถึงเป้าที่ตั้งไว้ โดยทั่วไปทำงานแบบคำสั่ง limit คือจับคู่ที่ราคากำหนดหรือดีกว่า

อ่านต่อ

คำเตือนความเสี่ยง

การซื้อขายทองคำมีความเสี่ยงสูง อาจขาดทุนบางส่วนหรือทั้งหมด ผลในอดีตไม่รับประกันผลในอนาคต บทความนี้ให้ความรู้เรื่องตลาดทองคำและการอ่านข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำซื้อขาย และไม่ได้แนะนำผู้ให้บริการรายใด

แหล่งอ้างอิง

  1. U.S. SEC Investor.gov: Types of Orders – https://www.investor.gov/introduction-investing/investing-basics/how-stock-markets-work/types-orders
  2. U.S. SEC Investor.gov: Stop Order – https://www.investor.gov/introduction-investing/investing-basics/glossary/stop-order
  3. Investopedia: Slippage – https://www.investopedia.com/terms/s/slippage.asp
  4. StockCharts ChartSchool: Average True Range (ATR) – https://chartschool.stockcharts.com/table-of-contents/technical-indicators-and-overlays/technical-indicators/average-true-range-atr
  5. CME Group: Gold Futures and Options fact card (GC 100 oz, MGC 10 oz) – https://www.cmegroup.com/market-regulation/files/gold-futures-and-options-fact-card.pdf

ตรวจสอบแหล่งอ้างอิงล่าสุด 4 ต.ค. 2026