Footprint Chart และ Volume Profile อ่านอย่างไรกับกราฟทองคำ
เผยแพร่ · โดย Gold Order Flow · เว็บรีวิวพันธมิตร (affiliate) · บทความเพื่อการศึกษา
การเปิดเผยข้อมูล: Gold Order Flow เป็นเว็บรีวิวพันธมิตร (affiliate) ของ Aslan Terminal เราอาจได้ค่าตอบแทนเมื่อคุณสมัครผ่านลิงก์พันธมิตร โดยคุณไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ลิงก์ไปยัง data.aslanwealth.com ในหน้านี้เป็นลิงก์พันธมิตร
Footprint Chart กับ Volume Profile เป็นสองเครื่องมือที่เทรดเดอร์ Order Flow ใช้บ่อยที่สุด ทั้งคู่แสดง “ปริมาณตามระดับราคา” แต่ตอบคนละคำถาม บทความนี้อธิบายว่าแต่ละตัวคืออะไร อ่านค่าไหน และใช้ร่วมกันกับกราฟทองคำอย่างไร ถ้ายังไม่คุ้นกับแนวคิดพื้นฐาน เริ่มจากOrder Flow คืออะไรก่อน
สองเครื่องมือนี้ต่างกันอย่างไร
- Volume Profile สรุปปริมาณการซื้อขายในแต่ละราคาตลอด ช่วงเวลาที่เลือก เช่น หนึ่งวันหรือหนึ่งสัปดาห์ ตอบคำถามว่า “ตลาดยอมรับราคาไหน”
- Footprint Chart แสดงปริมาณซื้อและขายในแต่ละราคา ภายในแท่งเดียว ตอบคำถามว่า “ตอนนี้ใครกำลังชนะที่ราคานี้”
พูดง่าย ๆ Volume Profile คือแผนที่ ส่วน Footprint คือกล้องที่ซูมดูเหตุการณ์ตรงจุดนั้น
อ่าน Volume Profile: POC, Value Area, VAH, VAL
ตามคู่มือของ TradingView ค่าสำคัญของ Volume Profile มีดังนี้[1]
- POC (Point of Control): ราคาที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุดในช่วงเวลานั้น
- Value Area (VA): ช่วงราคาที่ครอบคลุมปริมาณตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดของทั้งหมด ค่าที่นิยมคือ 70% แต่ปรับได้ตามดุลยพินิจของเทรดเดอร์
- VAH / VAL: ขอบบนและขอบล่างของ Value Area
- HVN (High Volume Node): โซนที่ปริมาณหนาแน่น มักเป็นช่วงที่ตลาดสะสมและราคาเคลื่อนไหวออกข้าง
- LVN (Low Volume Node): โซนที่ปริมาณบาง มักเกิดจากช่วงที่ราคาวิ่งผ่านเร็ว ราคามักไม่อยู่ที่โซนนี้นาน
Value Area คำนวณโดยเริ่มจากแถว POC แล้วเทียบปริมาณของสองแถวด้านบนกับสองแถวด้านล่าง เพิ่มฝั่งที่มากกว่าเข้าไปทีละรอบ จนปริมาณรวมถึงเปอร์เซ็นต์ที่ตั้งไว้[1] TradingView ยังระบุว่าการใช้ Volume Profile หาแนวรับ-แนวต้านเป็นวิธีเชิง “ปฏิกิริยา” เพราะอิงราคาและปริมาณที่เกิดขึ้นแล้ว[1]
อ่าน Footprint: ซื้อ × ขาย, Delta, Imbalance

ในค่าเริ่มต้นของ TradingView ปริมาณขายอยู่ด้านซ้ายและปริมาณซื้ออยู่ด้านขวาของแต่ละแท่ง พร้อมแสดง POC ของแท่ง Delta และปริมาณรวมใต้แท่ง[2] ค่าที่ควรอ่านมีดังนี้
- Delta: ปริมาณซื้อลบปริมาณขาย ถ้า Delta เป็นบวกมาก แสดงว่าฝั่งซื้อรุกมากกว่าในแท่งนั้น
- Imbalance: TradingView ตรวจความไม่สมดุลโดยเทียบปริมาณซื้อที่ราคาหนึ่งกับปริมาณขายที่ราคาต่ำกว่าหนึ่งขั้น (แนวทแยง) ค่าเริ่มต้นคือ 300% หรือฝั่งหนึ่งมากกว่าอีกฝั่งสามเท่า[2]
- Stacked Imbalance: ความไม่สมดุลฝั่งเดียวกันหลายระดับติดกัน มักถูกมองเป็นโซนที่ฝ่ายหนึ่งรุกหนัก
รูปแบบที่คู่มือ TradingView อธิบายไว้ ได้แก่ การประมูลที่ล้มเหลว (failed auction) ที่ราคาขึ้นต่อแต่ปริมาณซื้อลดลงเรื่อย ๆ จนผู้ซื้อดันต่อไม่ไหวและราคากลับตัว, Delta divergence ที่ราคาลงต่อเนื่องแต่ Delta กลับเป็นบวกหรือเพิ่มขึ้น (หรือกลับกัน) ซึ่งบอกว่าแรงผลักเริ่มอ่อน และ การประมูลที่ไม่สมบูรณ์ ที่ปลายแท่งยังมีปริมาณทั้งสองฝั่งใกล้กัน ซึ่งอาจหมายความว่าการสำรวจราคาทางนั้นยังไม่จบ[2]
ใช้สองเครื่องมือร่วมกันกับกราฟทองคำ
- วางแผนที่ด้วย Volume Profile: มาร์ก POC, VAH, VAL และ LVN ของวันหรือสัปดาห์ก่อนหน้า
- รอราคามาที่โซน: เช่น ราคากลับมาทดสอบ VAL หรือวิ่งเข้าใกล้ LVN
- ซูมด้วย Footprint: ดูว่าที่โซนนั้นมี Imbalance ฝั่งไหน Delta ไปทางเดียวกับราคาหรือไม่ มีปริมาณหนาแต่ราคาไม่ไปต่อหรือเปล่า
- ตัดสินจากหลักฐานหลายชิ้น: สัญญาณเดียวไม่พอ ให้ดูโครงสร้างราคา กรอบเวลาใหญ่ และช่วงเวลาข่าวร่วมด้วย
สำหรับทองคำ ให้ระวังเรื่องแหล่งข้อมูล ทอง Spot ที่ซื้อขายนอกตลาดกลางมักมีแต่ tick volume ขณะที่ฟิวเจอร์สซื้อขายผ่านตลาดกลาง จึงนิยมสร้างโปรไฟล์จากข้อมูลฟิวเจอร์สแล้วใช้เป็นโซนอ้างอิง
ตัวอย่างสถานการณ์สมมติ
สมมติว่าวันนี้ทองเปิดเหนือ Value Area ของเมื่อวาน แล้วย่อลงมาทดสอบ VAH ของเมื่อวาน ใน Footprint ช่วงที่ราคาแตะ VAH มีปริมาณขายเข้ามาหนาแน่น แต่ราคาไม่หลุดลงไปใน Value Area แท่งถัดมาเริ่มมี Imbalance ฝั่งซื้อซ้อนกันหลายระดับและ Delta กลับเป็นบวก เทรดเดอร์ที่อ่านแบบนี้จะตีความว่าฝั่งซื้อยังปกป้องโซนนั้น คู่มือของ TradingView ก็ยกตัวอย่างกลยุทธ์กรณีวันที่เปิดเหนือ Value Area ของวันก่อน แล้วมองหาการย้อนกลับไปที่ POC ก่อนราคาไปต่อ[1]
ในทางกลับกัน ถ้าราคาหลุดลงไปใน Value Area และยืนอยู่ได้ พร้อม Delta ติดลบต่อเนื่อง การตีความแรกก็ใช้ไม่ได้แล้ว ต้องพร้อมเปลี่ยนมุมมองตามหลักฐานใหม่ ตัวอย่างนี้เป็นภาพสมมติเพื่ออธิบายวิธีอ่าน ไม่ใช่กฎที่เกิดขึ้นทุกครั้ง
การตั้งค่าเริ่มต้นสำหรับฝึก
- ใช้ Volume Profile แบบรายเซสชันหรือรายวัน เพื่อให้มีระดับอ้างอิงใหม่ทุกวัน
- เก็บเปอร์เซ็นต์ Value Area ไว้ที่ค่าเดิมตลอด เช่น 70% ตามค่าเริ่มต้นที่นิยม[1]
- ตั้งขนาดแถวของ Footprint ให้คงที่ แทนการปรับอัตโนมัติ เพื่อให้เทียบแต่ละวันได้ TradingView เองแนะนำให้ตั้ง Tick ต่อแถวด้วยตนเองเมื่อต้องการให้ภาพกับการแจ้งเตือนสอดคล้องกัน[2]
- เริ่มจากกรอบเวลาเดียวที่คุณใช้อยู่ ก่อนจะเพิ่มกรอบเวลาอื่น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คิดว่าแตะ POC หรือ VAH แล้วราคาต้องเด้งเสมอ ระดับเหล่านี้เป็นโซนที่ควรสังเกต ไม่ใช่คำทำนาย
- อ่าน Footprint โดยไม่รู้ว่าแพลตฟอร์มแบ่งซื้อ-ขายอย่างไร บางเครื่องมือใช้ทิศทางราคาในแท่งย่อยแทนข้อมูล bid/ask จริง และแท่งย้อนหลังอาจคำนวณใหม่ (repaint)[2]
- เปลี่ยนการตั้งค่า เช่น เปอร์เซ็นต์ Value Area หรือขนาดแถว บ่อย ๆ จนเทียบผลแต่ละวันไม่ได้
- ดู Footprint ทุกแท่งกลางช่วงราคา ซึ่งมักมีแต่สัญญาณรบกวน
สรุป
Volume Profile บอกว่าตลาดยอมรับราคาไหน Footprint บอกว่าตรงนั้นใครกำลังรุก ใช้ Profile หาโซน แล้วใช้ Footprint ดูปฏิกิริยา อ่านต่อว่ารูปแบบเหล่านี้ช่วยดูStop Hunt หรือการกวาด Stopได้อย่างไร
อ่านต่อ
- Order Flow คืออะไร อ่านแรงซื้อ-ขายในตลาดทองคำ
- Stop Hunt คืออะไร ดูร่องรอยการกวาด Stop จาก Order Flow
- รีวิว Aslan Terminal เครื่องมือ Order Flow ทองคำ COMEX (หน้าแรก Gold Order Flow)
ถ้าต้องการดูตัวอย่างเครื่องมือที่แสดง Footprint, Volume Profile, CVD และ OI ของทองคำ COMEX ดูรายละเอียดแพ็กเกจได้ที่ data.aslanwealth.com (ลิงก์พันธมิตร)
คำเตือนความเสี่ยง
การซื้อขายทองคำมีความเสี่ยงสูง อาจขาดทุนบางส่วนหรือทั้งหมด ผลในอดีตไม่รับประกันผลในอนาคต บทความนี้ให้ความรู้เรื่องการวิเคราะห์กราฟและข้อมูลตลาดเพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือสัญญาณซื้อขาย
แหล่งอ้างอิง
- TradingView (ภาษาไทย): วอลุ่มโปรไฟล์ – https://th.tradingview.com/support/solutions/43000502040/
- TradingView (ภาษาไทย): ชาร์ต Volume Footprint: คู่มือฉบับสมบูรณ์ – https://th.tradingview.com/support/solutions/43000726164/
ตรวจสอบแหล่งอ้างอิงล่าสุด 29 ก.ย. 2026